Fanpage

แบ่งปันหน้านี้
ข่าวย้อนหลัง coconews ปี6

เว็บเพื่อนบ้าน

 

สัมมนา ‘สื่อเลือกตั้ง 54’ ชี้สื่อตามเกมนักการเมือง

 

นิสิตวารสารฯ ม.บูรพา จัดสัมมนา ‘สื่อฯ ในสถานการณ์เลือกตั้ง 3 กรกฎา’ นักวิชาชีพอาวุโสชี้อิทธิพลสื่อลดลง เดินตามเกมนักการเมือง ด้านนักวิชากรด้านรัฐศาสตร์เผยสื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือรับใช้อำนาจ    ร้อยละ 90 แต่หลักรัฐศาสตร์ไม่ผิดหากใช้สื่อเป็นเครื่องมือ

 

เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวารสารศาสตร์ โครงการจัดตั้งคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จัดงานสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ ‘สื่อฯ ในสถานการณ์เลือกตั้ง 3 กรกฎา’ ณ ห้อง QS2-103 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

 

โดยมีหัวข้อในการสัมมนา 10 หัวข้อ ดังนี้  1. หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นกับบทบาทการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 2. หนังสือพิมพ์กับการนำเสนอประเด็นโหวตโน 3. หนังสือพิมพ์ ‘ผู้ตามกระแส’ หรือ ‘ผู้ให้ข้อมูลข่าวสาร’ 4. หนังสือพิมพ์กับความเท่าเทียมในการรายงานข่าวเลือกตั้ง 5. สื่อฯ เลือกข้างในการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 6. ‘คอลัมนิสต์’ กับบทบาทผู้ชี้นำการเลือกตั้ง 7. สื่อฯ รับจ้างในการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 8. สื่อสังคมออนไลน์ เครื่องมือสำคัญในการหาเสียง 9. ‘อินเทอร์เน็ต’ เครื่องมือบ่อนทำลายนักการเมือง 10. ‘ไลฟ์สตรีม’ สื่อปราศรัยทรงพลัง

ผลการศึกษาของนิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวารสารศาสตร์ โครงการจัดตั้งคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ระบุว่า 1.การรายงานข่าวเลือกตั้งของนสพ.ท้องถิ่นใน จ.ชลบุรี นำเสนอข่าวการเลือกตั้งของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายปักษ์ใน จ.ชลบุรี นำเสนอกิจกรรมของนักการเมืองท้องถิ่นมากที่สุด โดยให้พื้นที่ในการเสนอพรรคพลังชลมากที่สุด คือ ร้อยละ 59.5  2.สื่อฯ กับการนำเสนอประเด็นโหวตโน หนังสือพิมพ์รายวันส่วนใหญ่มีแนวโน้มคัดค้าน ซึ่งตรงข้ามกับหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการรายวัน ที่รายงานประเด็นโหวตโนเกือบทุกวัน

 

3.สื่อฯ ไทย ผู้ตามกระแสหรือให้ข้อมูลข่าวสาร หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่รายงานข่าว บทความ และบทวิเคราะห์ ตามกระแส ร้อยละ 73.65 โดยให้ข้อมูลร้อยละ 26.35 ทำให้หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่มีบทบาทในการให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านค่อนข้างน้อย การเลือกตั้งครั้งนี้คนไทยจึงไปลงคะแนนด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล 4.สื่อฯ กับการรายงานข่าวเลือกตั้งอย่างเท่าเทียม การเปิดพื้นที่รายงานข่าวการเลือกตั้งของหนังสือพิมพ์ รายงานข่าวพรรคการเมืองขนาดกลางมากกว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก

5.สื่อฯ เลือกข้างในการเลือกตั้ง 3 กรกฎาฯ ศึกษาการนำเสนอข่าวสารการเลือกตั้งของ หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการรายวัน และ มติชน ซึ่งทั้ง 2 ฉบับ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ไม่อาจสรุปได้ว่า ‘เลือกข้าง’ 6. คอลัมนิสต์กับบทบาทชี้นำการเลือกตั้ง คอลัมนิสต์โดยส่วนใหญ่ใช้พื้นที่ไปกับการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยข้อมูลเชิงบวกแก่พรรคการเมืองที่ชอบ และกล่าวถึงในทางลบพรรคการเมืองที่อยู่ตรงกันข้าม

 

7. สื่อรับจ้างในการเลือกตั้ง 3 กรกฎาฯ ผลกระทบจากข่าวซื้อสื่อของพรรคการเมือง ในการสอบสวนเบื้องต้นของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ เชื่อว่าข้อความอีเมล์เขียนโดยผู้ถูกระบุในข่าวจริง องค์กรสื่อที่มีชื่อของพนักงานซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้รับเงินโดยส่วนใหญ่ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อ สื่อฯ ซึ่งมีผลกระทบต่อศักดิ์ศรีและสั่นคลอนความเชื่อถือต่อวิชาชีพ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ล้วนเป็นไปในทางลบต่อผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์เป็นส่วนใหญ่ 8. สื่อสังคมออนไลน์ เครื่องมือใหม่ของพรรคการเมือง การศึกษาพบว่าพรรคเพื่อไทยใช้กลวิธีหาเสียงผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด รองลงมา คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่ได้ผลตอบรับทางบวกผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด คือพรรครักประเทศไทย พรรคการเมืองที่ได้ผลตอบรับทางลบผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุดคือ พรรคเพื่อไทย

 

9. อินเทอร์เน็ต สื่อบ่อนทำลายนักการเมือง พบผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกระจุกตัวอยู่ในเมืองโดยกรุงเทพฯ สำหรับธุรกรรมซึ่งใช้กันมากที่สุดคือการส่งอีเมล์ในขณะที่การติดตามข่าวสารการเมืองผ่านอินเทอร์เน็ตยังน้อยกว่าดนตรีและภาพยนตร์  ซึ่งผู้ใช้พื้นที่บล็อกแสดงความคิดเห็น และการส่งต่ออีเมล์ส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มที่สนใจข่าวการเมืองและติดตามข่าวบนสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นประจำ อิทธิพลสื่ออินเทอร์เน็ตในการนำมาเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายนักการเมือง พบวาทกรรมในจดหมายส่งต่อ (forward mail) และบล็อกโอเคเนชั่น เป็นวาทกรรมเชิงตั้งกระทู้กล่าวหาว่าฝ่ายตรงข้าม เสียดสีโดยแต่งละครหรือข่าวขึ้นมาล้อเลียน หรือโจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรงบนบล็อก และเมล์ส่งต่อ

 

10. ‘Livestream’ สื่อปราศรัยทรงพลัง  ศึกษาการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์สามารถเพิ่มจำนวนผู้รับชมในการปราศรัยเมื่อ 23 มิ.ย. 54 ได้กว่าเท่าตัวของผู้เดินทางไปชมการปราศรัยสดที่สี่แยกราชประสงค์ Livestream เป็นอีกช่องทางสำคัญในการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ อนาคต Livestream จะเป็นสื่อปราศรัยที่ทรงพลังมากขึ้น เนื่องจากผู้ใช้เห็นภาพเคลื่อนไหวที่เป็นบรรยากาศจริง

 

ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า สื่อเป็นตัวชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย เชื่อว่าสื่อจะมีผลมากต่อกระบวนการพิจารณาประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลังปี 2554  เป็นต้นมา ที่กระแสการกระจายอำนาจเข้าสู่ท้องถิ่น เวทีการเมืองมันถูกปรับเข้ามาสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งสื่อท้องถิ่นในภาคตะวันออกเป็นเครื่องมือในการรับใช้อำนาจ เนื่องจากจำเป็นจะต้องดำรงอยู่ได้ด้วยทุน แต่สื่อท้องถิ่นไม่มีทุน จึงจำเป็นจะต้องวิ่งหาแหล่งทุน หากทำวิจัยจะพบว่าท้องถิ่นในภาคตะวันออกร้อยละ 90 เป็นสื่อที่รับจ้างถ่ายภาพตามงานเลี้ยง และรับเงินหลังจากลงข่าวแล้ว สื่อเป็นเครื่องมือในการรับใช้อำนาจ เนื่องจากสื่อเองจำเป็นจะต้องดำรงอยู่ได้ด้วยทุน ในการทำสื่อ แต่สื่อที่ไม่มีทุนจำเป็นจะต้องวิ่งหาแหล่งทุน

 

ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า สำหรับการนำเสนอประเด็นโหวตโน ส่วนตัวคิดว่าสื่อนำเสนอประเด็นดังกล่าวล้มเหลว เชื่อว่าถ้าสื่อไม่ได้นำเสนอจริยธรรม ASTV ไม่ได้เป็นหัวหอกในการเคลื่อนคนจะโหวตโนมากกว่านี้ กลุ่มการเมืองอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่ เป็นข้อจำกัดในเรื่องของการเมือง

 

“แม้กระทั่งผม ยอมรับเลยว่าผมไม่ได้เลือกใคร ผมวาดรูปปลัดขิกแล้วกากบาทเอาไว้ ผมรู้สึกว่าปลัดขิกกับสังคมไทย ผมไว้วางใจปลัดขิกมากกว่าครับ ผมมีความเชื่อครับว่าชีวิตผมจะมีความสุขมากขึ้น เหมือนกับแม่ค้าขายส้มตำที่มีปลัดขิกแล้วเชื่อว่าตัวเองจะขายดีขึ้น” ดร.โอฬารกล่าว

 

 

แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 19 กันยายน 2011 เวลา 10:40 น.)