ลดคาบเรียนการงานอาชีพฯ หวั่นเด็กไทยคุณภาพชีวิตต่ำ

หลักสูตร ม.ต้น – ม.ปลายลดชั่วโมงเรียนกลุ่มสาระวิชาการงานอาชีพ-เทคโนโลยีลง ด้านอาจารย์หลายโรงเรียนค้านเหตุสอนไม่ทัน ห่วงคุณภาพชีวิตเด็กลดลง ย้ำการวางหลักสูตรควรหันมองความเป็นไทยด้วย
เนื่องจากมีการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนทุกปีตามกระทรวงศึกษาธิการ ทางโรงเรียนจึงมีหน้าที่นำมาปฏิบัติตามในลักษณะที่สอดคล้องกัน ซึ่งทำให้บางส่วนของหลักสูตรอาจหายไป ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรจัดสรรเวลามาให้ ก็จะต้องใช้เวลาคาบเรียนตามที่กำหนดถึงจะจบตามมาตรฐานและตัวชี้วัด
เด็กชายนกฤต นัยวัฒน์ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนปรีชานุศาสน์ จ.ชลบุรี กล่าวว่า วิชาการงานอาชีพฯ มีความสำคัญ เพราะถ้าเรียนไม่เก่งวิชาการ ยังสามารถใช้วิชาการงานอาชีพมาประกอบอาชีพได้ โรงเรียนมีการส่งเสริม วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือวิชาด้านภาษา มากกว่าวิชาการงานอาชีพฯ ถือว่าดีส่วนหนึ่งจะได้มีความรู้ทางด้านวิชาการ แต่ถ้าชั่วโมงเรียนด้านพื้นฐานอาชีพฯ น้อยลง เวลาทำกิจกรรมภายในคาบก็จะไม่ทัน ที่ทำได้ก็คือสอบภาคทฤษฎีเท่านั้น
นางสาวชนิดาภา กิตตะคุปต์ นักเรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชลกันยานุกูล จ.ชลบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันยังได้เรียนวิชาคหกรรมอยู่ เพราะเป็นวิชาบังคับ ก็เรียนทั้งหมด 2 คาบ ส่วนตัวคิดว่าวิชานี้มีจำนวนคาบเรียนที่เหมาะสมแล้ว แต่ไม่จำเป็น น่าจะให้เอาชั่วโมงเรียนไปเพิ่มให้รายวิชาอื่นอย่างวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มากกว่า เพราะปกติก็เรียนไม่ทันอยู่แล้ว
นางพวงทอง กัปปิยบุตร ครูชำนาญการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) โรงเรียนชลกันยานุกูล จ.ชลบุรี กล่าวว่า กลุ่มวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีจะแยกเป็นงานบ้าน งานประดิษฐ์ งานเกษตร งานธุรกิจ และคอมพิวเตอร์ ซึ่งมี 0.5 หน่วย ดังนั้นเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ไม่สามารถจะปฏิบัติได้ จึงต้องนำวิชางานประดิษฐ์และงานบ้านรวมกัน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเรียนครบได้ ส่วนวิชาคอมพิวเตอร์นั้น มีชั่วโมงเรียนมากกว่าหลายเท่า
นางพวงทอง กล่าวต่อว่า แต่ละปีวิชาด้านการงานอาชีพจะลดลงไปเรื่อยๆ เคยได้ยินว่าวิชาเหล่านี้จะไม่มีในหลักสูตรแล้ว อย่างโรงเรียนนี้ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดชลบุรี ผู้ปกครองเองก็ไม่อยากให้เด็กเรียนวิชาเหล่านี้ ส่วนใหญ่อยากให้เรียนวิทย์ – คณิตฯ ส่วนตัวมองว่าหากมีการลดวิชาเหล่านี้ลง คุณภาพของคนจะลดลง ทั้ง เรื่องการกินการอยู่ การใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพก็แทบจะไม่มี
“ทุกวันนี้ชีวิตรีบร้อน เช้าตื่นขึ้นมาทุกคนรีบหมด อันดับแรกเลยคือ ต้องโทษหลักสูตร ที่ทำให้ครูไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนนักเรียน เข้ามาก็ใส่สิ่งที่จะสอนอย่างเดียว เราก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ แต่เราก็พยายามช่วยแนะนำบ้าง” นางพวงทอง กล่าว
นายภาสกร ภักดิ์ศรีแพง หัวหน้าฝ่ายสาระการเรียนรู้ โรงเรียนสาธิตพิบูลบำเพ็ญ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี กล่าวว่า ในด้านการวางหลักสูตร นอกจากด้านวิชาการแล้ว ควรหันกลับมามองความเป็นไทยด้วย ให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขและต้องมีความเป็นไทยด้วย อย่าโทษว่าเด็กผิดเพียงฝ่ายเดียว ทุกส่วนจะต้องช่วยเหลือกัน เช่นกลยุทธ์ในการสอนเด็กที่จะไม่ทำให้เด็กลืม ไม่ให้เด็กหลง ไม่ให้มองข้ามวัฒนธรรม
“มีหลายโรงเรียนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะลดคาบการงานอาชีพลง ปัจจุบันในการกำหนดหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียน เด็กที่ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีในโรงเรียนถือว่าตกยุคแล้ว ทำให้บางคนต้องออกไปศึกษานอกระบบและศึกษาด้วยตัวเอง โรงเรียนก็จะกำหนดกรอบมาให้ แต่บางโรงเรียนก็จะกำหนดในรูปแบบของชุมนุม หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแทน” นายภาสกร กล่าว
นางพัชรีภรณ์ ธารามาศ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนปรีชานุศาสน์ จ.ชลบุรี กล่าวว่า รายวิชาที่อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเหลือเพียง 2คาบ จากเมื่อก่อน 4 คาบ ซึ่งในความเห็นส่วนตัว ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะปรับลดชั่วโมงเรียนลง ซึ่งทางครูอยากให้ความรู้นักเรียน และเด็กที่เรียนในคาบก็ค่อนข้างพร้อมที่จะรับในสิ่งที่ครูสอน แต่เวลาสอนในแต่ละคาบมันไม่พอ
นางพัชรีภรณ์ ธารามาศ กล่าวต่อว่า ผลกระทบถ้าหากลดวิชาเหล่านี้ลงแล้วเด็กให้ความสนใจน้อยลงคือ เด็กอ่อนแอลง ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ ใช้แต่เงิน อย่างเช่น ถ้ากระดุมหลุดหรือเสื้อขาดก็จะส่งให้ร้านเย็บให้ อาจจะไม่ใช้เสื้อตัวนั้นอีกต่อไป หรือ วิธีที่ง่ายสุดคือซื้อใหม่เลย จะไม่มีทักษะที่จะซ่อมเองได้
“เหตุผลที่เด็กไม่ให้ความสำคัญกับวิชาเหล่านี้ เพราะในระดับมัธยมศึกษาก็จะมุ่งเน้นการเรียนเพื่อสอบเข้าในระดับมหาวิทยาลัยมากกว่า ทางโรงเรียนจึงไม่ค่อยเน้นเรื่องวิชาเหล่านี้ ส่วนในระดับประถมศึกษาก็จะมีการเรียนการสอนแบบปูพื้นฐานอาชีพให้” นางพัชรีภรณ์ กล่าว
แก้ไขล่าสุด (วันพุธที่ 14 กันยายน 2011 เวลา 01:13 น.)



















